Coronavirus เป็นชื่อเรียกกลุ่มของไวรัสแบบหนึ่งซึ่งเป็นกลุ่มที่ใหญ่ มีไวรัสหลายชนิดด้วยกัน ไวรัสกลุ่มนี้ประกอบด้วย Genetic material (RNA) และตัวหุ้มที่มีโปรตีนยื่นๆ ออกมาเหมือนกับมงกุฏ (Crown) ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า “Corona” ของชื่อไวรัสกลุ่มนี้นั่นเอง Coronavirus
กลุ่มของ Coronavirus นี้แบ่งออกเป็นหลายประเภทย่อยๆ ซึ่งโดยส่วนใหญ่ก็จะทำให้เกิดอาการเหมือนหวัดทั่วไป หรือ อาการปอดบวมแบบไม่รุนแรง แต่ก็ Coronavirus บางประเภทที่ทำให้เกิดโรคที่รุนแรงเช่น
- SARS-CoV ที่ทำให้เกิดโรคซาร์ส (SARS – Severe Acute Respiratory Syndrome) ในปี 2003 โดยเริ่มต้นจากประเทศจีน
- MERS-CoV ที่ทำให้เกิดโรคเมอร์ส (MERS – Middle East Respiratory Syndrome) ในปี 2012 โดยเริ่มต้นจากประเทศซาอุดิอารเบีย
- SARS-CoV-2 คือชื่ออย่างเป็นทางการของไวรัสตัวที่กำลังระบาดอยู่ในปัจจุบัน (ชื่อชั่วคราวคือ 2019-nCoV) ซึ่งทำให้เกิดโรคที่ชื่อว่า COVID-19 โดย CO แทน Corona, VI แทน virus, D แทน disease และ 19 แทน 2019 นั่นเอง และเหตุผลที่เค้าตั้งชื่อแบบนี้ก็เพราะว่าไวรัสนี้เหมือนกันเชื้อไวรัส SARS-CoV ถึง 89.1%
โรคนี้เริ่มเป็นที่รู้จักตอนปลายปี 2019 เมื่อมีคนกลุ่มหนึ่งในเมืองอู่ฮั่นมีอาการปอดบวมหลังจากกินอาหารที่ทำจากวัตถุดิบที่ได้มาจากตลาดสดในเมืองนี้ จากนั้นก็มีการติดต่อไปยังครอบครัว แพทย์ พยาบาล ที่ทำการรักษากลุ่มคนเหล่านี้
ไวรัสนี้มาจากไหน
ไวรัสกลุ่มนี้ปกติก็อยู่ในร่างกายสัตว์ทั่วไป และบางทีก็จะมีการติดเชื้อมาสู่คนได้ซึ่งอาจจะเกิดจากการกลายพันธุ์ของไวรัสทำให้แพร่กระจายมาเกิดโรคในคนได้ หรือ การที่มีการปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนกับสัตว์เหล่านั้นมากขึ้น เช่น MERS-CoV เป็นการแพร่เชื้อจากอูฐมาสู่คน และ SARS-CoV เป็นการแพร่เชื้อมาจากอีเห็นหรือชะมด ส่วน SARS-CoV-2 นี้หรือโคโรนาไวรัสที่ระบาดทำให้เกิดโรค Covid-19 ในครั้งนี้เชื่อกันว่าเป็นการแพร่เชื้อมาจากค้างคาว
อาการของโรค
บางคนก็จะมีอาการที่ไม่รุนแรง เช่น มีไข้ ไอ หายใจติดขัดไม่สะดวก จนถึงบางคนอาจจะมีอาการรุนแรง เช่น ปอดบวม ไตวาย หรือเสียชีวิตได้
อัตราการตายของโรคนี้
การติดเชื้อในกลุ่มของโรคที่เกิดจากโคโรนาไวรัสจะแตกต่างกันดังนี้
- โรค SARS-CoV มีอัตราการตาย 9.5%
- โรค MERS-CoV มีอัตราการตาย 34.4%
- โรค Covid-19 มีอัตราการตายเฉลี่ยประมาณ 2% (ประมาณการโดย WHO)
การตรวจวินิจฉัย
จะเป็นการรวจโดยใช้วิธีการที่เรียกว่า PCR (Polymerase Chain Reaction) ซึ่งจะตรวจในระดับพันธุกรรมเลยทีเดียว
การรักษา
ยังไม่มีการรักษาที่เฉพาะเจาะจงสำหรับโรคนี้ โดยปกติก็จะเป็นการรักษาตามอาการของโรค ซึ่ง ขณะนี้ก็มีรายงานการรักษาด้วยยาต่างๆ โดยที่ยังเป็นการใช้ในขั้นทดลองทั้งสิ้น ยาต่างๆ เหล่านี้เช่น
- remdesivir เป็นยาสำหรับ HIV และยาตัวนี้เคยใช้รักษาโรคซาร์สและเมอร์สด้วย แพทย์ประจำ WHO มีการบอกว่าใช้ได้ผลดีสำหรับโรค Covid-19 และบริษัทเจ้าของยาก็กำลังจะทำการทดลองกับคนไข้เอเชีย 1,000 คน
- lopinavir+ritonavir เป็นยารักษาโรคติดเชื้อ HIV เริ่มใช้โดยประเทศจีน
- Oseltamivir เป็นยารักษาไข้หวัดใหญ่ รักษาโดยแพทย์ รพ. ราชวิถีและได้ผลดี
- น้ำเหลืองของผู้ที่หายป่วยจากโรคนี้ รายงานโดยประเทศจีน
เชื่อว่าจะมีรายการรักษาและงานวิจัยเรื่องยารักษาและวัคซีนต่างๆ ออกมาอีกเรื่อยๆ ครับ
การป้องกัน
- ปิดปากและจมูกเมื่อมีอาการไอหรือจาม
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ป่วยที่มีอาการดังกล่าว
- ใช้ mask / PPE สำหรับป้องกันเมื่อออกไปในที่ชุมชน
- ล้างมือบ่อยๆ โดยใช้น้ำกับสบู่ หรือ แอลกอฮอล์เจล
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสัตว์กลุ่มเสี่ยง และ ล้างมือหลังจากสัมผัสสัตว์เหล่านั้น
- ทานอาหารที่สุก งดอาหารดิบ ซูชิ ซาชิมิ ต่างๆ
- พักผ่อนอยู่ที่บ้านหากรู้สึกไม่สบาย
- และไปพบแพทย์หากมีอาการ มีไข้ ไอ จาม หรือ หายใจติดขัด โดยเฉพาะถ้ามีประวัติสัมผัส หรือ ไปในประเทศที่เสี่ยงต่อการติดโรคใน 14 วันที่ผ่านมา (ต้องบอกหมอด้วยนะว่าเดินทางไปประเทศกลุ่มเสี่ยงมา… ห้ามปกปิดประวัติการเดินทางเด็ดขาด)
เราควรกักตัวเองหรือไม่เมื่อเดินทางไปประเทศกลุ่มเสี่ยง
แน่นอนครับ!!! ทั้งนี้เพื่อตัวเอง ครอบครัว และผู้อื่นด้วย โดยทั่วไปถึงแม้ไม่มีอาการใดๆ ก็ควรจะอยู่กับบ้านเป็นเวลา 14 วันซึ่งเป็นระยะเวลาการฟักตัวของโรคนี้ครับ ในระหว่างนี้หากมีอาการก็ให้ไปโรงพยาบาลทันทีและแจ้งแพทย์หรือพยาบาลถึงประวัติการเดินทางของเราด้วย